Somdul - Agroforestry Home
  • ช้อปคุ้มกว่าเดิมที่

ร่องสวน

ร่องรอยล้วนมีเรื่องราวหลากหลาย... ร่องสวน หนึ่งในเรื่องราวมากมายที่ร้อยเรียง จนประกอบเป็น "Somdul Agroforestry Home"

“Somdul Agroforestry Home”
          พื้นที่ขนาดใหญ่ด้านซ้ายมือ ติดกับถนนในโครงการ หากคุณกำลังขับรถออกจากโครงการ คุณอาจะเห็นสวนมะพร้าว + ร่องสวน ในมุมที่ไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ สวนมะพร้าวที่มีหญ้าขึ้นรกชัดประมาณหนึ่ง พื้นที่ร่องสวนที่ดูระเกะระกะเพราะเต็มไปด้วยต้นไม้พืชผักแปลกๆ ถูกปลูกแซมๆ ระหว่างต้นมะพร้าวบ้าง ต้นส้มโอบ้าง ที่ดูคุ้นตามาบ้างเพียงแค่ “ผักหวาน” มีกล่องไม้น่าฉงนตั้งอยู่ประปรายตามร่องสวน มีคนสวนเดินไปเปิดกล่องไม้ดูเป็นระยะๆ แล้วจดบันทึกอะไรสักอย่างลงสมุดพร้อมกับหมาดำใจดีตัวหนึ่ง (ย้ำว่าหมาดำใจดีจริงๆ นะ!!)

ร่องที่1: ร่องร่อยที่(ปลูก)ไม่เลื่อนลอย
            ย้อนไปสมัยที่เราเริ่มศึกษาจริงจังเกี่ยวกับการเกษตรในศาสตร์ต่างๆ หลายรูปแบบ “สวนป่าออนซอน” คือหนึ่งในสถานที่เรียนรู้ และเรายึดเป็นต้นแบบในการสร้าง “Somdul Agroforestry Home” ขึ้นมา - อีกหนึ่งในสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ คือภูมิปัญญาชาวบ้านในการปลูกผักผลไม้ริมคันนาตลอดแนวยาว เป็นอีกรูปแบบของเกษตรเชิงผสมผสาน (ต่างกับเกษตรเชิงเดี่ยว ที่เน้นเพียงพืชชนิดเดียวในพื้นที่การเพาะปลูก) ซึ่งทำให้แร่ธาตุสารอาหารในดินบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์กว่าคันนาปกติทั่วไปที่เน้นปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว แถมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตหลักคือ “ข้าว” และยังสร้างระบบนิเวศบริเวณนั้นให้มีความหลากหลาย อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมไปถึงเป็นการสร้างผลผลิตรายได้เสริมให้กับเกษตรกรที่ไม่ต้องฝากความหวังไว้
กับข้าวเพียงอย่างเดียว เราเห็นความเป็นระบบและความสัมพันธ์อะไรบางอย่างของวงจรนี้ จึงนำโมเดลนี้มาใช้กับพื้นที่ร่องสวนของเราเช่นกัน
            ร่องสวนมะพร้าวของเราไม่ได้เดินชมนกชมไม้ ชมพืชชมพรรณได้ง่ายสบาย แต่ก็ไม่ได้ลำบากยากเข็ญขนาดเดินไม่ได้เลยนะ เพราะเรานำโมเดลข้างต้นมาใช้กับสวนมะพร้าวของเราด้วยแหละ โดยให้เจ้าต้นมะพร้าวเป็นตัวละครหลักในร่องสวนเรา รวมไปถึงเจ้าส้มโอ (เจ้านี่ให้เป็นพระรองไปก่อน) เป็นพืชพี่เลี้ยง น้องๆที่เราปลูกแซมไปในร่องสวน อาทิเช่น ผักหวาน, ผักก้านตรง, โปร่งฟ้า, ผักจินดา โดยเราเน้นผักกินใบเป็นหลัก ปลูกง่าย และการดำรงชีวิตของพวกเขาไม่ไปรบกวนคู่พระนาง - พระรอง ของเรา อย่างเจ้ามะพร้าวน้ำหอมและส้มโอที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งพื้นที่!! (หมายถึงเราปลูกพืชพรรณทุกชนิดแบบเกษตรอินทรีย์ทั้งโครงการ) สบายใจเรื่องสารเคมีได้เลยว่าไม่มีปนเปื้อนแน่นอน สุขภาพของหมู่มวลชีวภาพในบ้านหลังนี้จึงมีคุณภาพที่ดีและแข็งแรงได้เองตามธรรมชาติ
            นี่ยังไม่นับอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้พืชพรรณนานาชนิด รวมไปถึงเจ้าต้นมะพร้าวแข็งแรง ให้ผลผลิตดีโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี - ต้นทองหลาง ตัวละครลับของเรานี่เอง! คือเจ้านี่เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งครับ เราเอาไปปลูกตามท้องร่องริมน้ำเพื่อให้เวลามันผลัดใบ ใบทองหลางก็จะร่วงหล่นลงไปในน้ำในท้องร่อง เนื่องจากพืชตระกูลถั่วส่วนใหญ่จะมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า “ไรโซเบียม” อยู่ที่ปมของราก ทีเด็ดของเขาคือการตรึงไนโตรเจนในอากาศลงสู่ดิน ซึ่งในใบก็จะมีการสะสมไนโตรเจนไว้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน พอใบทองหลางร่วงหล่นไปในน้ำเกิดการหมักหมมกับเลนในท้องร่องเป็นเวลานาน เวลาเราสาดเลนจากท้องร่องขึ้นมาบนร่องสวนเพื่อให้ปุ๋ยต้นมะพร้าว เลนในท้องร่องของเราจึงมีสารอาหารที่ดีเป็นพิเศษ เพราะมีไนโตรเจนที่สมบูรณ์ซึ่งเป็นแร่ธาตุอาหารหลักในการบำรุงใบอยู่แล้ว
            เห็นกันแล้วใช่ไหม ว่าเราไม่(ปลูก)เลื่อนลอยจริงๆ นะ ทั้งความหมายโดยตรงและอุปมาอุปมัยโวหาร ฮ่าๆ
 
ร่องที่2: ร่องที่ท้องถิ่นทิ้งกลิ่นอายการใช้ชีวิตไว้
            พวกเราเคยตั้งคำถามกันว่าทำไมจังหวัดในละแวกที่เราอาศัยกันอยู่ สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, ราชบุรี, นครปฐม และใกล้ๆ ละแวกนี้ถึงมีการทำร่องสวนกันเยอะ
            ไม่พ้นที่จะต้องเริ่มเรื่องด้วยการที่เราคำถาม และเราไปศึกษากับเกจิอาจารย์ ปราชญ์ชาวบ้านด้านการเกษตรหลายๆ ท่าน และหลายๆ ศาสตร์ สิ่งที่เราพอจะสรุปได้จากความเข้าใจของเรา ไม่สั้นไม่ยาวเกินไปคือ เดิมทีคนในจังหวัดละแวกนี้เดินทางสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ถนนหนทางยังไม่เจริญเท่ากับสมัยนี้ทีมีการถมคลองหนองบึงไปเยอะมากแล้ว ด้วยความที่ลักษณะภูมิประเทศหลักเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ คนแถวนี้จึงต้องทำเกษตรกรรมในบริบทพื้นที่ที่เสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมตลอดเวลา ทั้งจากปริมาณฝนในช่วงลมมรสุม และน้ำหนุนสูงจากทะเล การยกร่องสวนจึงเป็นการจัดการชลประทานในการทำเกษตรกรรมอีกวิธีหนึ่ง ถ้าช่วงไหนมีน้ำเยอะ ก็สูบน้ำออกไปสิ เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แต่พอเข้าช่วงน้ำแล้งก็แค่ผันน้ำเข้าไปให้พอเหมาะ และเหมาะสมกับพืชที่เราปลูก
            และด้วยความที่จังหวัดสมุทรสงครามของเราเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ปากอ่าว ช่วงเวลาน้ำทะเลหนุนขึ้นมา ทำให้น้ำบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองมีลักษณะเป็นน้ำกร่อย แร่ธาตุจากน้ำทะเลจำพวกแมกนีเซียม, แคลเซียม, โซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง) จึงพบได้เยอะในแหล่งน้ำตามธรรมชาติในจังหวัดสมุทรสงคราม พอเราสาดเลนจากท้องร่องขึ้นมาไปบนท้องร่องเพื่อรักษาหน้าดินไม่ให้พัง ดินก็จะมีแร่ธาตุจากเลนที่มีแร่ธาตุพวกนี้สะสมมาด้วย ต้นมะพร้าวจึงกลายเป็นหนึ่งในพืชพระนางคู่ขวัญของจังหวัดละแวกนี้
            เนื่องจากพวกเขาชอบน้ำอยู่แล้ว รากพวกเขาจึงมีลักษณะลงลึกชอนไชในดินไปเรื่อยๆ ทำให้เกษตรกรเสียเวลารดน้ำแค่ในช่วงที่พวกเขายังเป็นต้นกล้าน้อยๆ รอคอยไม่นานพวกเขาก็เติบโตแข็งแรง หยั่งรากลึกบนท้องร่องจนดูดน้ำได้เองตามธรรมชาติ แถมด้วยความน้ำกร่อยนี่แหละ! คือเคล็ดลับความอร่อยของน้ำมะพร้าวจากสวนของเรา รวมไปถึงละแวกนี่ด้วย เพราะความน้ำกร่อยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำมะพร้าวหวาน หอม สดชื่นจนเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนมะพร้าวในละแวกอื่นๆ
            กลิ่นดิน กลิ่นเลน กลิ่นอายภูมิปัญญาชาวบ้านในการใช้ชีวิตแบบนี้ มันมีค่ากว่าน้ำมะพร้าวที่หอมหวานอย่างที่เล่าให้อ่านนะ ถ้าไม่เชื่อลองมาชิมมาชมภาพจริงๆที่บ้านหลังนี้สิ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นหรอกเนาะ

ร่องที่3: ร่องแห่งความเกื้อกูล
            คู่พระนางของต้นมะพร้าวในร่องสวนเราจะเป็นไรไปอีกไม่ได้ นอกจากอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงคราม เจ้า “ส้มโอ” นี่เอง!! แต่ให้เราพูดกันตรงๆ เลยว่าเรายังไม่ได้เซียนหรือเข้าใจอย่างถ่องแท้ และนำมาต่อยอดได้ดีเหมือนมะพร้าว ในปัจจุบัน เราจึงปลูกเพื่อรับประทานกันเอง แบ่งปันให้คนที่เรารักกันไปก่อน ยังไม่ได้มีการจำหน่ายหรือนำมาแปรรูปต่อยอดเหมือนมะพร้าว (อนาคตอันใกล้มีแน่นอนจ้า) แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เรามองว่ามันคือการเกื้อกูลกัน ของเขาและพืชที่มีดอกหลายชนิด กับกล่องไม้ปริศนาขนาดประมาณกระดาษA4 ที่วางอยู่ตามท้องร่อง
            ใช่แล้วแหละครับ หลายๆ คนน่าจะเดาออกว่าเราเลี้ยงผึ้ง แต่ผึ้งที่เราเลี้ยงไม่ใช่ผึ้งที่พบเห็นได้ทั่วไปนะเอ้อ เราเลือกเลี้ยง “ผึ้งชันโรง” ครับ ด้วยความที่พื้นที่เราอาจจะเป็นอีกหนึ่งความโชคดีที่พบชันโรง (เราขออนุญาตเรียกสั้นๆ ว่า “ชันโรง” เฉยๆละกันเนาะ)  ได้ไม่ยากนักตามต้นไม้ใหญ่ทั้งในฝั่งป่า, ร่องสวน, Showroom, และแถวๆที่พักอาศัยของเราเองตามเสาตามคานบ้าน (บางทีก็มาทำรังบริเวณประตูรถ) เราจึงตัดสินใจค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม จึงพบว่าพฤติกรรม, ลักษณะทางกายภาพ, ความเป็นอยู่ Lifestyle ไม่เหมือนผึ้งชนิดอื่นเลย
            อย่างแรกคือตัวผึ้งชันโรงไม่ได้มีเหล็กในจึงไม่สามารถทำร้ายศัตรูด้วยการต่อยฝังเหล็กในได้เหมือนผึ้งทั่วไป (แต่กัดได้อยู่นะ แสบๆคันๆ คล้ายๆ ยุง) แต่ที่คนเรียกเจ้านี่ว่า “ชันโรง” ก็เพราะว่าพฤติกรรมของมันที่ชอบมาตอมชัน ตามยาแนวไม้ แนวเรือ ฯลฯ แล้วเอาชันกลับไปที่รัง แต่สิ่งที่ว้าวกว่านั้น ก็คือตัวน้ำผึ้งจากเจ้าชันโรงนี่แหละ อย่างแรกเลยคือรสชาติน้ำผึ้งมีความเปรี้ยวหวานที่ชัดเจน เปรี้ยวค่อนข้างแหลม หวานชัดกลมกลางลิ้น กลิ่นหอมน้ำผึ้งปนๆกับดอกไม้ค่อนข้างชัด เราเคยชิมน้ำผึ้งชันโรงจากรังผึ้งที่ถูกเลี้ยงในไร่มะขาม น้ำผึ้งที่ได้มีความเปรี้ยวแหลมมาก แสดงให้เห็นว่า น้ำผึ้งชันโรงรสชาติค่อนข้างแปรผันตรงกับสภาพแวดล้อมและอาหารอย่างชัดเจน
            ที่มากไปกว่านั้น คุณประโยชน์ของน้ำผึ้งชันโรงมีมากกว่าน้ำผึ้งทั่วไปหลายชนิด ทั้งสาร Antioxidant (สารต้านอนุมูลอิสระ) ลดการทำลาย และช่วยการชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดโอกาสการเป็นโรคมะเร็ง, ใช้เป็นยารักษาการอักเสบของผิวหนังรวมไปถึงแผลไฟไหม้, ผิวพรรณชุ่มชื้นจากวิตามินนานาชนิดในน้ำผึ้ง ฯลฯ
            ด้วยความที่ธรรมชาติของต้นมะพร้าวออกดอกอยู่เรื่อยๆ ไม่นับต้นส้มโอซึ่งออกดอกในแต่ละครั้ง เป็นจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน รวมไปถึงพืชดอกอีกเต็มไปหมด ทั้งที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น อัญชัน, ดาหลา, กะเม็ง ตามบริเวณร่องสวน  และใกล้ๆ ทางเดินเข้าป่า อาหารของชันโรงในร่องสวนเราจึงอุดมสมบูรณ์ แล้วความสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงเป็นผลตามมาเช่นกัน จากการผสมเกสรให้พืชผลชนิดต่างๆ ทำให้พืชที่ต้องใช้เกสรดอกไม้ในการสืบพันธุ์ติดผลมากขึ้น และได้ความเป็นอินทรีย์โดยธรรมชาติ เพราะตัวชันโรงเอง เขา Sensitive กับสารเคมีอยู่เหมือนกัน
 

            จริงๆ อยากจะเล่าให้ฟังอีกสักร่อง ในมุมของร่องน้ำตาและหยาดเหงื่อพวกเรา กว่าจะมีบ้านหลังนี้ขึ้นมา อย่างทุกวันนี้ แต่ขอเก็บ mood ดีๆ ให้เป็นเรื่องดีๆ ของท่านที่สนใจเข้ามาศึกษาหาความรู้ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ซึ่งกันและกันได้ เรายินดีและอยากเจอพวกคุณทุกคนนะ หากมีเรื่องเล่าเพิ่มเติมในร่องสวน ไว้จะมาเล่าให้ฟังใหม่ละกันจ้า